ทำไมเราต้องทำอาชีพเสริม
ในปีจจุบันทุกคนต้องทำอาชีพ เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมที่เป็นอยู่ แต่ในฐานะลูกจ้างนั้นรายได้ช่องทางเดียวจากงานประจำนั้นไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่ต้องจ่ายออกไป เพราะว่าอะไรๆก็แพงขึ้นเรื่อยๆ น้ำมันเมื่อก่อนลิตรละเท่าไหร่ แต่เด๋วนี้ลิตรละ 30-40บาท ถ้าเทียบเมื่อ10ปีที่แล้ว ฉะนั้นคนราต้องมีรายได้มากกว่า 1ช่องทาง ส่วนนึงเพื่อสำรองเงินไว้หมุนใช้จ่ายหากว่ารายได้ในแต่ละเดือนสรุปออกมาแล้วติดลบแล้วล่ะก็ คุณคงต้องหาอาชีพเสริมทำแล้วล่ะค่ะ
ในปีจจุบันทุกคนต้องทำอาชีพ เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมที่เป็นอยู่ แต่ในฐานะลูกจ้างนั้นรายได้ช่องทางเดียวจากงานประจำนั้นไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่ต้องจ่ายออกไป เพราะว่าอะไรๆก็แพงขึ้นเรื่อยๆ น้ำมันเมื่อก่อนลิตรละเท่าไหร่ แต่เด๋วนี้ลิตรละ 30-40บาท ถ้าเทียบเมื่อ10ปีที่แล้ว ฉะนั้นคนราต้องมีรายได้มากกว่า 1ช่องทาง ส่วนนึงเพื่อสำรองเงินไว้หมุนใช้จ่ายหากว่ารายได้ในแต่ละเดือนสรุปออกมาแล้วติดลบแล้วล่ะก็ คุณคงต้องหาอาชีพเสริมทำแล้วล่ะค่ะ
คนสมัยก่อนอาจรวยได้จากการทำงานประจำเพียงอย่างเดียว ถ้าหากเขานำเงินที่ได้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกหลักการวางแผน เช่น คนสมัยก่อน รายได้ 9,000ต่อเดือน นำเงินเดือนไปซื้อทอง1บาท มูลค่า บาทละ6,000บาท เป็นต้น และเหลือเงินเก็บไว้กินใช้ แบบนี้ทุกๆเดือน แทนที่จะเก็บออมทั้งหมด แต่พวกเขาเหล่านั้นลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าในอนาคต จึงรวยได้
แต่ในปัจจุบันพื้นฐานเงินเดือนของลูกจ้างคือ 15,000บาท จบมหาลัยป.ตรี ออกมาทำงานยังซื้อทอง1บาทไม่ได้เลย นี่ล่ะคือสัญญาณบ่งบอกว่า เราอาจจะอยู่ไม่ได้ด้วยเงินช่องทางเดียว ถ้าอยากจะรวยเราต้องทำอาชีพเสริมแล้วล่ะ เพื่อหารายได้หลายๆช่องทาง เพราะสัดส่วนการใช้จ่ายกับรายรับสมัยนี้ ต่างกับสมัยเมื่อ10ปีที่แล้วจริงๆ
แล้วอาชีพเสริมสมัยนี้ คนนิยมทำอะไรกันบ้าง ที่ไม่กระทบกับงานประจำของเรา
ต้องบอกก่อนว่า รายได้บนโลกเราเกิดจากการค้าขาย แลกเปลี่ยนสิ่งของกัน เพราะฉะนั้นก็ต้องทำอาชีพที่ค้าขาย คำว่าค้าขายอาจมองเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ได้ งานประจำนั่นก็ค้าขายเหมือนกัน เป็นนามธรรม เราขายเวลาของตัวเราให้แก่นายจ้าง นายจ้าซื้อเวลาในชีวิตเราเพื่อให้เรามาแก้ปัญหาให้พวกเขา หมายความว่า ในแต่ละชั่วโมงเขาจ้างเราชั่วโมงละ 60บาท ตกวันละ 500บาท เป็นต้น ยิ่งค่าจ้างสูง งานเราก็จะเยอะยิ่งขึ้น เพราะจ้างให้มาแก้ไขปัญหาที่เยอะขึ้นและยากขึ้น
ต้องบอกก่อนว่า รายได้บนโลกเราเกิดจากการค้าขาย แลกเปลี่ยนสิ่งของกัน เพราะฉะนั้นก็ต้องทำอาชีพที่ค้าขาย คำว่าค้าขายอาจมองเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ได้ งานประจำนั่นก็ค้าขายเหมือนกัน เป็นนามธรรม เราขายเวลาของตัวเราให้แก่นายจ้าง นายจ้าซื้อเวลาในชีวิตเราเพื่อให้เรามาแก้ปัญหาให้พวกเขา หมายความว่า ในแต่ละชั่วโมงเขาจ้างเราชั่วโมงละ 60บาท ตกวันละ 500บาท เป็นต้น ยิ่งค่าจ้างสูง งานเราก็จะเยอะยิ่งขึ้น เพราะจ้างให้มาแก้ไขปัญหาที่เยอะขึ้นและยากขึ้น
แต่จริงๆแล้วหากเราทำอาชีพเสริมให้เป็นงานหลัก วันนึงรายได้ในวันนึงได้มากกว่า 500 เสียอีก ถ้าหากว่าเราแบ่งสัดส่วนกับงาน 80:20 ลูกจ้างหลายๆคนต้องลาออกมาทำอาชีพอิสระ นั่นคือคนส่วนใหญ่ที่เป็นลูกจ้างค้นพบว่า งานประจำที่ทำอยู่ 80%คืองานที่คนอื่นต้องการให้ทำ แต่ตัวเองนั้นไม่ได้มีส่วนลงทุนอะไรเลย บริษัท และทำงานในงานที่ต้องการเร่งด่วนบ่อยๆ และพบว่าเราเองก็บ่นงานนี้อยู่บ่อยๆ การทำงานประจำมันไม่รวยจริงๆค่ะ เพราะงานที่เราทำจริงๆแล้วเป็นงานคนอื่น หรืองานของนายจ้างเรานั่นล่ะ เสมือนเราปลูกต้นไม้ในสวนบ้านของคนอื่น ซึ่งท้ายสุดผลไม้ที่ออกมานั้นเรากินไม่ได้และไม่ใช่ของเรา แต่คนที่ทำงานเจริญก้าวหน้า ซึ่งเป็น 20%ของคนทั้งหมดจะทำงานในสิ่งที่ส่งผลต่อจุดมุ่งหมายหลักของชีวิต อาจจะทำในสิ่งที่ไม่ต้องการบ้าง แต่ทำเพราะว่าอาชีพเสริมที่คุณๆกำลังทำอยู่ มันส่งผลมากกว่ากับหนทางไปสู่เป้าหมายในภาพรวมที่วางไว้